ขอบกรุง
ทยอยลงในนิตยสารชาวกรุงในช่วงทศวรรษ 2500-2510
ราช รังรอง (รัตนะ ยาวะประภาษ)
(พ.ศ. 2471-2534)
ราช รังรอง คือ นามแฝงของรัตนะ ยาวะประภาษ เป็นหนึ่งในจำนวน นักเขียนสี่มือทอง ยุคเดียวกันกับอาจินต์ ปัญจพรรค์, รงษ์ วงษ์สวรรค์ และนพพร บุณยฤทธิ์ ทั้งสี่คนรุ่งขึ้นมา เนื่องจาก และเพื่อเป็นตัวแทน กระแสหนึ่ง ของชนชั้นผู้บุกเบิก การแสวงหาประสบการณ์ชีวิต และผลิตผลงาน ที่แหวกกรอบระเบียบ และกฎเกณฑ์ ที่จำเจซ้ำซาก บทกวีของราช รังรอง ใน "ขอบกรุง" ช่วงแรก สะท้อนจิตใจ อันดิ้นรนอยู่ระหว่าง อารมณ์รักใคร่ กับการก้าวไปสู่ความสงบนิ่ง และความสำนึก ในดุลยภาพของธรรมชาติ ช่วงหลัง นับแต่เดือนพฤษภาคม 2505 เป็นต้นไป เริ่มต้นจากการ ตัดพ้อต่อว่า โชคชะตาของตนเอง ในฐานะยาจกผู้หลงรักดอกฟ้า แล้วบทกวีร้อยแก้ว ของราช รังรอง กลับลำหมุนเข้าสู่โลกร้อน มากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายสิ่ง ที่ปลุกจิตวิญญาณของเขา ให้กลายเป็นนักสู้ เขาวางอารมณ์อ่อนไหวลง และหันไปเลือกเอา ความเคลื่อนไหวทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา จากการรุกของอิทธิพล อารยธรรมตะวันตก ปัญหาความแตกแยกในสังคม วัฒนธรรมป่าคอนกรีต หรือกระทั่งปัญหาชนชั้น ในบทที่ว่าด้วยความปวดร้าว ราช รังรอง เขียนไว้
 
ตู้เย็นใบใหญ่จากอเมริกา มีแต่ความแห้งแล้ง
ฉันรู้ว่ามันจะเย็นไปอีกไม่ได้
เมื่อไฟฟ้าแรงสูงจากเขื่อนยันฮี ไม่ปล่อยลงมา
นมสดจากสวิตเซอร์แลนด์ เหลือแต่กระป๋องเปล่า
ฉันรู้ว่า มันจะสร้างความแข็งแรงให้แก่ใครอีกไม่ได้
เมื่อเรือบรรทุกสินค้าไม่มา
ฉันได้แต่ยื่นมืออันซีดเซียวออกไป
เปิดทรานซิสเตอร์จากญี่ปุ่น ที่เพิ่งซื้อถ่านมาใส่ใหม่เมื่อวานนี้
ถ่านไฟฉายที่ทำในเมืองไทย โดยฝีมือคนจีน
 
และบางทีอาจเป็นข้อสรุปนี้ของราช รังรอง ที่ยังเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้
 
จากหน้าต่างที่เปิดอ้า
ฉันมองเห็นความว่างเปล่า
กำลังรุมล้อมตัวบ้านอันว่างเปล่ายิ่งกว่าความว่างเปล่า
เมื่อฉันทรุดตัวลงนั่ง
ฉันก็รู้ว่าฉันกำลังทำความรู้จักกับความปวดร้าว
ความปวดร้าวที่เกิดจากการเสพย์ติดอารยธรรมของตะวันตก
! back ! ! home !