เพียงความเคลื่อนไหว
พิมพ์ในนิตยสารต่างๆ ในช่วงปี 2516-2522 และพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก 2517
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
(พ.ศ. 2483- )
เนาวรัตน์ เป็นกวีผู้สืบทอดขนบนิยม และภูมิปัญญาแห่งวรรณศิลป์ไทย ชนิดหาตัวจับได้ยาก เนาวรัตน์ เดินตามรอยครูกลอนสุนทรภู่ มาโดยความศรัทธา และสมัครใจ และโดยเหตุที่เนาวรัตน์ เป็นชาวชนบท เขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางไร่นา และอยู่ในลมหายใจของชนบท เขาจึงสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก ของกลอนเสภา หรือกลอนบทละคร แบบสุนทรภู่ได้ดี แม้ว่าในยุคหลัง 2500 นั้น จะมีกวีจำนวนไม่น้อย ที่นิยมการใช้กลอนแปด และเขียนกลอนแปด ได้อย่างดี แต่จะหาผู้เข้าถึงเอกลักษณ์ กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นต้นแบบกลอนลูกทุ่งแท้ๆ ได้สักกี่คน
 
กลอนยุคแรกๆ ของเนาวรัตน์ อย่างเช่น บทกวีรวมเล่มใน "คำหยาด" (2512) ส่วนมาก จะเป็นกลอนรัก เว้าวอน อ้อนออด แต่มุมมองความรักของเขา มีโลกอันซับซ้อน และกฎของธรรมชาติรวมอยู่ด้วย ทำให้ไม่น่าจะพูดได้ทีเดียวว่า เป็นกลอนสังวาส มีบางอย่างที่บอกว่า เนาวรัตน์ จะก้าวพ้นไปจาก ขอบเขตอารมณ์รักเพียงอย่างเดียว ได้ในที่สุด บทกวีของเนาวรัตน์ เริ่มหันเข้าหาพุทธธรรม และธรรมชาติยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนดูทีว่า เนาวรัตน์ กำลังก้าวเดินไปสู่ การแสวงหาศิลปะบริสุทธิ์ แต่แล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งขบวนการนักศึกษา ประชาชน ได้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และขยายตัวเป็นการเคลื่อนไหว เพื่อความเป็นธรรม ด้านต่างๆ ของสังคม ในเวลาต่อมา ก็ได้เปลี่ยนแปลง นำพาเนาวรัตน์ ไปสู่เส้นทาง ที่เขาคงจะไม่เคย คิดจะเลือกมาก่อน ในบทกวี หนทางแห่งหอยทาก ซึ่งเนาวรัตน์เขียน เมื่อวันที่13 ตุลาคม 2516 ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เพียงวันเดียว เปลี่ยนเนาวรัตน์ ไปเป็นอีกคนหนึ่ง เขาจงใจใช้กาพย์ยานี 11 ปลดปล่อยเขา จากกลอนแปด ที่ผูกพันตลอดมา เพื่อให้ความรู้สึก กระชากกระชั้น ของอารมณ์ เขียนบทกวี สนับสนุนการต่อสู้ครั้งนั้น ใจความตอนหนึ่งว่า
 
การเกิดต้องเจ็บปวด
ต้องร้าวรวดและทรมา
ในสายฝนมีสายฟ้า
ในผาทึบมีถ้ำทอง
 
มาเถิดมาทุกข์ยาก
มาบั่นบากกับเพื่อนพ้อง
อย่าหวังเลยรังรอง
จะเรืองไรในชีพนี้
 
ก้าวแรกที่เราย่าง
จะสร้างทางในทุกที่
ป่าเถื่อนในปฐพี
ยังมีไว้รอให้เดิน
(เพียงความเคลื่อนไหว, หน้า 108-109)
 
งานเนาวรัตน์ มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว ในข้อที่ว่า เขาจริงใจเหลือเกินกับความคิด และความรู้สึกที่แสดงออกมา ดังนั้น เนาวรัตน์ จึงมิได้เขียนบทกวีการเมือง จากทฤษฎีหรือตรรกะ แต่เขาเริ่มต้น จากความรู้สึกลึกซึ้ง ต่อเหตุการณ์ทั้งหลาย ที่ระเบิดออกมาจากภายใน ในบทเพียงความเคลื่อนไหว เนาวรัตน์ ระบายความรู้สึกของเขา ออกมาจากความกดดัน ของเหตุการณ์ว่า
 
"ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด
ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา
พอใบไม้ไหวพลิกริกริกมา
ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก"
 
จาก ลมวก นี้ เนาวรัตน์นำคลี่คลาย เหตุการณ์ตอนจบ บทกวี เพียงความเคลื่อนไหว ของเขาว่า
 
พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย”
(หน้า 55)
! back ! ! home !