ฟ้าบ่กั้น
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2501 โดยสำนักพิมพ์เกวียนทอง
พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2512 โดยสำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม ของ ส. ศิวรักษ์
พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535 โดยสำนักพิมพ์กำแพง
ลาว คำหอม
(พ.ศ. 2473 - )
 
เรื่องสั้นของ "ลาว คำหอม" (คำสิงห์ ศรีนอก 2473- )
โดยเฉพาะในยุคแรก 2501-2505 มีลักษณะเด่นร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง
คือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาพชนบทที่ยากไร้ ขมขื่น งมงาย อย่างตรงไปตรงมา
และมีอารมณ์ขัน เป็นภาพพจน์แบบเห็นอกเห็นใจ เย้ยหยันตนเอง
เพราะ "ลาว คำหอม" เองเกิด และเติบโตมาจากชนบท ที่เขาเขียนถึงในหลายเรื่องหลายตอน
"ลาว คำหอม" เขียนด้วยอารมณ์ขันอย่างมีศิลปะ และทำให้มันเป็นเรื่องที่ขมขื่น
เจ็บปวดมากขึ้นสำหรับคนอ่านที่ช่างคิด
ศิลปะในการเขียนของ "ลาว คำหอม" เป็นการเขียนเรื่องแบบสมัยใหม่ คือ ให้เรื่องดำเนินไปเอง แทนที่จะบอกผู้อ่านทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ ได้รู้เรื่องไปทีละน้อย
เรื่องที่มีลักษณะของเรื่องสั้นที่ดีมากเรื่องหนึ่งของเขา
คือ "เขียดขาคำ" คือ ดีทั้งโครงเรื่อง, สำนวน, เนื้อหา ถึงแม้จะเป็นการเย้ยหยันธรรมชาติ เย้ยหยันรัฐบาล อย่างขมขื่น โดยไม่ได้เสนอทางออกหรือความหวังอะไร แต่ก็ได้ให้ภาพพจน์ที่สะเทือนใจ พอที่เราคิดกันต่อไปได้ว่า
สภาพเช่นนี้เป็นสภาพที่น่าสังเวช ควรเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องสั้นส่วนใหญ่ของ "ลาว คำหอม" แม้จะพูดถึงคนยากจนอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้เขียน โดยใช้ท่วงทำนองแบบวรรณกรรม
เพื่อชีวิตที่มุ่งชี้ทางออก หากมีลักษณะเป็นการเย้ยหยันธรรมชาติ เย้ยหยันวัฒนธรรมที่ล้าหลัง เเละเย้ยหยันชนชั้นปกครองเสียมากกว่า
เช่น เรื่อง "คนพันธุ์" ซึ่งเย้ยหยันการเห่อฝรั่ง "คนหมู" เย้ยหยันนักพัฒนาจากเมือง "นักกานเมือง" เย้ยหยันผู้แทน เป็นต้น
มีบางเรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นการกดขี่ของนายทุน เช่น "ชาวไร่เบี้ย" แต่ก็ไม่ได้เสนอหรือแนะทางออก เรื่อง "ไพร่ฟ้า" จะมีแนวคิดก้าวหน้ามากกว่าเพื่อน ตรงที่ผู้ถูกกดขี่ได้ต่อสู้กับคนชั้นสูง แย่งคู่รักของเขาไปอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ แม้ว่าจะจบค่อนข้างเศร้า ตรงที่ผู้ถูกกดขี่ต้องพลอยเสียชีวิตไปด้วย
เรื่องสั้นของ "ลาว คำหอม" ซึ่งผู้เขียนเล่าเองภายหลังว่า
"เขียนขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า ตนเองกำลังเขียนคำร้องทุกข์ ให้ชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ ด้วยเจตนาจะเรียกขานมโนธรรมของชาวเมือง"
จัดว่าเป็นวรรณกรรมประเภทอัตถนิยม ที่เปิดโปงความเลวร้าย ความไม่ยุติธรรมในสังคมอย่างถึงแก่น
แม้บางเรื่องจะคล้ายกับเป็นเรื่องอ่านสนุกๆ เช่น "หมอเถื่อน" แต่ก็ชี้ให้เห็นสภาพทุกข์ยากของประชาชนในชนบท ได้มากกว่านักเขียนเรื่องชนบทบางคน เช่น มนัส จรรยงค์ หรือ รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้มักมองชนบทแต่ในแง่รื่นรมย์เสียมากกว่า
 
! back ! ! home !