ความงามของศิลปไทย
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์
น. ณ ปากน้ำ
(พ.ศ. 2471- )
 
ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจ จากการอ่านบันทึกของบาดหลวงเดอ ชัวสี ที่เดินทางเข้ามาในอยุธยา
อาณาจักรที่รุ่งเรืองของไทยเราเมื่อปี พ.ศ. 2228 บาดหลวงท่านนี้ ได้บันทึกความประทับใจต่างๆ
ที่ได้พบเห็นตั้งแต่ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และศิลปะของไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์
จึงทำให้ผู้เขียนทำการสำรวจวัดต่างๆ ในเมืองบางกอกอย่างละเอียด และเขียนขึ้นเป็นบทความแต่ละตอน
เพื่อให้ผู้อ่านได้มองเห็น และเกิดความซาบซึ้งถึงคุณค่าศิลปะของไทยเรา
ผู้เขียนปูพื้นให้ผู้อ่าน รู้จักซาบซึ้งกับคุณค่าของภาพไทยโบราณ เป็นเรื่องแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะพิเศษ
ที่ไม่ซ้ำแบบใคร แม้ว่าไทยจะได้รับอิทธิพลจากขอมมาแต่ดั้งเดิม แต่ไทยก็นำมาปรับปรุงเป็นแบบของไทย
ให้มีความอ่อนโยนละมุนละไม ดังเช่น พระพุทธรูปสุโขทัย จากนั้นผู้เขียนจึงเล่าเรื่องภาพไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเป็นไปในลักษณะของการอธิบายภาพ พร้อมกับการยกตัวอย่างภาพ จากการสำรวจตามวัดต่างๆ
ของเมืองไทย เช่น ภาพเขียนในผนังโบสถ์วัดสุวรรณาราม ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีผลงานชิ้นสำคัญของจิตรกรไทยอันทรงคุณค่า
ภาพเขียนในวัดบวรนิเวศ ซึ่งมีผลงานของขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะการติดต่อกับต่างประเทศ ผู้เขียนยกย่องความงามของภาพไทยว่า
ความงามของภาพเขียนไทยอยู่ที่เส้น และสีที่ประสานกลมกลืนกัน เมื่อศิลปินไทยเขียนความเศร้าโศก เราจะเห็นสัญลักษณ์ของความโศกนั้น
ตามเส้น และท่าทาง เช่น ภาพพระเวสสันดร ตอนพระเวสสันดรได้พบกับพระบิดามารดา ต่างพิลาปรำพันเข้าหากัน นับเป็นการแสดงอารมณ์ ของศิลปินด้วยเส้นแท้ๆ
นอกเหนือจากศิลปะด้านจิตรกรรมแล้ว ผู้เขียนยังกล่าวถึงผลงานทางด้านประติมากรรม ตั้งแต่สมัยแรกจนมาถึงยุคของศิลปะ สมัยในยุคที่เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วย โดยเฉพาะเน้นถึงการสร้างพระพุทธรูป ศิลปะของล้านนา ตลอดจนการพรรณนาถึงประวัติ โดยสังเขปของศิลปินไทยบางคนที่ควรยกย่อง การเปรียบเทียบศิลปะไทยกับตะวันตก เป็นต้น
รวมบทความด้านศิลปะเล่มนี้ มีความหลากหลายที่น่าอ่าน เพราะผู้เขียนใช้วิธีการเล่าเรื่อง แทรกไปกับการพรรณนาความงาม สภาพของสิ่งที่พบเห็น และการเสนอแนวความคิดของผู้เขียนในด้านต่างๆ ตลอดจนในแง่ของการอนุรักษ์
เนื่องจากผู้เขียนมีพื้นฐานทางด้านศิลปะ และทำการศึกษาค้นคว้ามาหลายปี มีประสบการณ์ด้านงานศิลปะมาก่อน จึงสามารถอธิบายเรื่องราวทางด้านศิลปะ ที่ก่อให้เกิดจินตนาการสำหรับผู้อ่าน เพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป ผู้เขียนทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมไปด้วยว่า ประเทศไทยเรามีศิลปะความงาม ที่ทรงคุณค่าอยู่มาก แต่ไม่แพร่หลาย
และนับวันก็จะถูกทำลาย ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งถ้าไม่มีการบันทึกเอาไว้แล้ว ความงามเหล่านี้ก็จะไม่มีผู้ใดรู้จัก
 
! back ! ! home !