พระประวัติตรัสเล่า
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2476
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
(พ.ศ. 2403 - 2464)
 
เป็นพระนิพนธ์ความเรียง ที่บันทึกความทรงจำ ประเภทอัตชีวประวัติ
ดำเนินเรื่องตามช่วงวัยของชีวิต และการเกิดสถานะทางสังคม ความมุ่งหมาย เพื่อใช้ประสบการณ์สั่งสอนอบรมศิษย์เป็นสำคัญ และขอบเขตเนื้อหา
พระนิพนธ์ตามลำดับกาลเวลาแห่งพระประวัติ จัดแบ่งออกเป็น 7 หัวข้อ
คือ คราวประสูติ คราวเป็นทารก คราวเป็นพระกุมาร คราวเป็นพระดรุณ
คราวทรงพระเจริญ สมัยทรงผนวชพระ และสมัยทรงรับสมณศักดิ์
การที่เนื้อหาพระนิพนธ์มิได้ครอบคลุมพระประวัติชีวิต จวบจนถึงพระปัจฉิมวัย
ก็เพราะทรงมีพระปรารถนาว่า ศิษยานุศิษย์ของพระองค์รู้จัก และทราบพระประวัติ
เมื่อคราวทรงพระยศสูง แต่ไม่ทราบพระประวัติชั้นเดิม อันเคยประสบทุกข์อย่างไร
ความพยายามเลี้ยงพระองค์มาอย่างไร จึงมีพระประสงค์ประทานความรู้ไว้ให้เป็นนิทัศน์อุทาหรณ์
การอ่านพระนิพนธ์นี้ แม้จะรับความรู้ตามที่ทรงจากเนื้อเรื่อง หรือข้อความระหว่างบรรทัด กระนั้น ด้วยพระเมตตา ที่ต้องการสั่งสอนให้ได้ผลเชิงย้ำความคิด จึงพระนิพนธ์ด้วยวิธีเน้นกำชับ เช่น เมื่อต้องอบรมเรื่องผู้หญิงแก่ศิษย์ที่ลาสิกขาแล้ว ประทานโอวาทโดยตรงว่า ศิษย์ของเราผู้แก่วัด สึกออกไป ไม่เคยในทางนี้ จงประหยัดให้มากจากผู้หญิงเสเพล แม้จะหาคู่ จงอย่าด่วน จงค่อยเลือกให้ได้คนดี ถูกนักเลงเข้าอาจพาฉิบหาย ตั้งตัวไม่ติด” หรือพระโอวาทเรื่องการประหยัดก็ประทานตักเตือนว่า ความเป็นหนี้เป็นดุจหล่มอันลึก ตกลงแล้วถอนตัวได้ยากนัก ขอพวกศิษย์ของเราจงระวังให้มาก
คุณค่าอีกประการหนึ่ง เกิดจากเนื้อหาสาระของพระนิพนธ์ เป็นพระประวัติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ผู้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของชาติ ได้ทรงพระกรณียกิจอย่างสำคัญ ทั้งต่อการวางรากฐานการศึกษา สมัยใหม่ของไทย ทรงปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ไทย และในฐานะพระภิกษุ ที่ทรงเป็นนักปกครอง และบริหารการคณะสงฆ์ ซึ่งแม้ในบัดนี้ ก็ยังมิอาจแสวงหาพระภิกษุรูปใด ที่ทรงคุณสมบัติดังกล่าว โดยรวมอยู่ในบุคคลนั้นเยี่ยงพระองค์ท่าน พระประวัติตรัสเล่า จึงเป็นหนังสืออัตชีวประวัติบุคคลสำคัญของชาติไทยที่ควรศึกษา
ขณะเดียวกันพระประวัติตรัสเล่า ยังเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า แม้ความมุ่งหมาย จะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่ฉากเหตุการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ส่วนหนึ่ง คือ สังคมของชนชั้นนำของสังคมไทย ทั้งเป็นสังคมไทย
ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ของการเมืองในประเทศ และหัวเลี้ยวหัวต่อของไทยกับการเมืองระหว่างประเทศ
 
! back ! ! home !